ไอโอดีน เท่าไรจึงพอดี ?

รศ ดร วิไล เทียนรุ่งโรจน์ หนุนภักดี

ทุกวันนี้ เราอาจได้รับข่าวสารหรือได้ยินโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ให้เราได้รับไอโอดีนอย่างพอเพียง โดยเสริมในอาหารและเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เกลือ ไข่ น้ำปลา บะหมี รวมทั้งอาหารเสริมที่เป็นหยด หรือสาหร่ายทะเล ฯลฯ เราจำเป็นต้องรับประทานหรือไม่ ถ้าไม่รับประทานเลย จะเป็นโรคคอพอกหรือเปล่า ถ้ารับประทานมากไป มีโอกาสจะเกิดพิษได้หรือไม่ และ ไม่นานมานี้ ก็มีการกล่าวถึงการใช้ไอโอดีน ในรูป potassium iodide ในการป้องกันอันตรายจากกัมมันตรังสี จากเหตุการณ์ โรงงานนิวเคลียร์ ที่ประเทศญี่ปุ่นหลังมหันตภัยสีนามิ โดยองค์การอนามัยโลก ทำให้ โปตัสเซี่ยมไอโอไดด์ถึงกับขาดตลาดเลยทีเดียว บทความนี้ อาจไขข้อข้องใจในเรื่องดังกล่าว และให้ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ไอโอดีน ในแง่ของการทำงานในร่างกาย โรคที่เกิดจากการขาดไอโอดีนที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุข และสาระสำคัญอื่น ๆ

ไอโอดีน (iodine) vs ไอโอไดด์ (iodide)
ไอโอดีน เป็นธาตุ(element) สัญลักษณ์ I ที่เกิดตามธรรมชาติ มีสีเขียวดำ มีความเป็นพิษ ใช้เป็นสารรังสีในการตรวจรักษาโรคไธรอยด์ หรือใช้ผสมเป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีน ในอาหาร ไอโอดีน จะอยู่ในรูปของเกลือ คือ iodide หรือ iodate ไม่อยู่ในรูปธาตุ ร่างกายไม่มีธาตุนี้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ส่วนใหญ่ จากอาหารทะเล มีผู้พบโรคคอหอยพอก สัมพันธ์กับการขาดอาหารทะเลและไอโอไดด์ มาตั้งแต่สมัยยุคสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในประเทศพัฒนาเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีการป้องกันโรคนี้ ซึ่งทำได้ง่ายมากโดยการเสริมไอโอไดด์ ในเกลือตั้งแต่ ปี คศ 1920 หรือเมื่อคิดเป็น พศ ก็ตั้งแต่ปี 2473 สมัยรัชการที่หก ประเทศไทยเราก็เพิ่งจะเสริมไอโอไดด์ในเกลือ และประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้กับประชาชนไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง

ความสำคัญของไอโอไดด์
ไอโอไดด์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไธรอยด์ มีชื่อเรียกว่า ไธร๊อกซิน หรือ ไธรอยด์ฮอร์โมน ต่อมไธรอยด์จะดูดซึมไอโอไดด์จากกระแสเเลือด ทีดูดซึมมาจากอาหารที่รับประทานแล้ว ไอโอไดด์ สองหมู่จะนำไปรวมกับกรดอะมิโน ไธโรซีน (tyrosine) ซึ่งอยู่ในรูปของโปรตีน ไธโรกลอบูลิน (thyroglobulin) กรดอะมิโนสองหน่วยที่ได้รับไอโอไดด์ จะรวมกันกลายเป็น ฮอรโมน ไธร๊อกซิน (thyroxine, T4) แล้วหลั่งจากต่อมไธรอยด์เข้าสู่กระแสเลือด ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนนี้ ยังไม่ออกฤทธิ์ จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยลดหมู่ไอโอได์หนึ่งหมู่เสียก่อน ฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์จะอยู่ในรูป 3,5,3’ triiodothyronine (รูปที่ ๑) ซึ่งจะเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์เป้าหมายและกระตุ้นยีนจำเพาะเพื่อให้เกิดการสร้างโปรตีน เอนไซม์ ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย และ อัตราเร็วของเมตาบอลิสมพื้นฐาน (basal metabolic rate, BMR) ทำให้เรากระฉับกระเฉง ทำงานต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเซลล์ ช่วยในการพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็ก และการพัฒนาการทำงานของอวัยวะต่างๆ หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง ไอโอไดด์เกือบทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ที่ต่อมไธรอยด์ นี้ และมีอยู่ในกระแสเลือดเพียง 8-15 microgram / 100 ml เท่านั้น

รูปที่ ๑ สูตรโครงสร้างทางเคมีของฮอร์โมน ไธรอกซีน T4 และการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ T3

โรคขาดไอโอดีน(Iodine deficiency disorders,IDD) ยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุข
ตามรายงานขององค์การอนามัยโลย พบว่าโรคขาดไอโอดีนยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ พบว่า สองพันล้านคน ใน ห้าสิบสี่ประเทศทั่วโลก ในเขตที่ห่างจากทะเล ประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปอัฟริกา อเมริกากลางบางประเทศ ในจำนวนนี้ มีถึง 285 ล้านคน ที่เป็นเด็กอนุบาล และ มีประมาณ ๕๐ ล้านคนมีสมองที่ไม่พัฒนา เชื่อว่า การขาดไอโอดีน เป็นสาเหตุหลักของผู้คนที่ปัญญาอ่อนและสมองพิการ ทั้งทั้งที่ป้องกันได้ง่ายมากเพียงแต่ได้รับไอโอดีนให้พอเพียงเท่านั้น
ผู้ที่ขาดไอโอดีน มีฮอร์โมน ไธร๊อกซีน ต่ำ ( hypothyroidism) มีอาการคอหอยพอก หรือต่อมไธรอยด์ที่โตขึ้น (รูปที่ สอง) เนื่องจาก ไอโอไดด์ไม่พอเพียง ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง คือ thyroid stimulating hormones(TSH) จะกระตุ้นต่อมไธรอยด์ให้ทำงานมากขึ้น โดยพยายามให้ดูดจากกระแสเลือดให้มากทีสุด ตามปกติไธรอกซิน ที่หลั่งจากต่อมไธรอยด์ จะยับยั้ง TSH จากต่อมใต้สมอง เมื่อไม่มี ไธร๊อกซินหรือ T4 TSH ก็ถูกสร้างมากขึ้น (รูปที่ 3) กระตุ้นต่อมไธรอยด์ไปเรื่อย ๆ นานวันเข้า ต่อมก็จะโตขึ้น กลายเป็นโรคคอพอก อาการทีเริ่มพบคือผู้ป่วยจะอ่อนเพลีย เชื่องช้า ง่วงซึม ผิวหนังแห้ง หนาวง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื่องจากการเผาผลาญพลังงานและเมตาบอลิสมของร่างกายไม่ปกติ

ไอโอดีนยังมีความสำคัญมากสำหรับหญิงมีครรภ์ ทารกในครรภ์ เด็กแรกเกิด จนถึงเด็กเล็ก ไอโอดีน ทำให้คลอดเด็กมีปัญหา หรือตาย เด็กที่ขาดไอโอดีน มีปัญหา เติบโตช้า กระดูกไม่เติบโตทำให้แคระแกรน ไม่ตอบสนอง ซึม ระบบประสาทสมองไม่พัฒนาทำให้ ไอคิวหรือความฉลาดน้อยกว่าปกติ และยังมีปัญหาเรืองการพูด การเคลื่อนไหว ขาแข็งกระตุก หูอาจจะหนวก หรือที่เรียกว่า โรคเอ๋อ ในบ้านเรา

รูปที 2 โรคคอหอยพอก ต่อมไธรอยด์ที่โตขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

รูปที่ 3 การควบคุมการสร้าง ไธร๊อกซิน จากต่อมไธรอยด์ โดยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นกลไกของการควบคุมการสร้างฮอร์โมนทั่วไปในร่างกาย

การป้องกันโรคขาดไอโอดีน
ง่ายที่สุดคือรับประทานอาหารที่มีไอโอไดด์ ให้พอเพียง อาหารที่มีไอโอไดด์สูง อาทิ อาหารทะเลทุกชนิด กุ้ง หอย ปู ปลา รวมทั้งสาหร่ายทะเล พืชริมทะเล เกลือที่ได้จากทะเล ไม่มีไอโอไดด์อย่างที่หลายคนเข้าใจ เนื่องจากขั้นตอนในการผลิตเกลือทะเลที่ขาวได้ทำให้สูญเสียไอโอไดด์ไปหมดแล้ว นอกจากจะไปซื้อที่ชายทะเลยังไม่ผ่านขั้นตอน ในหลายประเทศจึงมีการเติมไอโอไดด์ในเกลือทะเลเพื่อป้องกันคนในประเทศเป็นโรคนี้ เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ได้เริ่มทำมาไม่กี่สิบปี ทำให้ อุบัติการการเกิดโรคนี้ น้อยลงมาก (ร้อยละ 19.3 ในปีพศ 2532 เป็น น้อยกว่าร้อยละสามหรือน้อยกว่านี้ มากในปัจจุบัน )

เราควรได้รับไอโอไดด์เท่าไรดี
ระดับไอโอไดด์ในกระแสเลือดปกติ คือ 8-15 microgram/100 ml จับกับพลาสม่าโปรตีน ประมาณ 6-8 microgram/100 ml ข้อกำหนดสารอาหารโดยองค์กรอาหารโลก คือ 150 mg ต่อวัน แต่ถ้ารับประทานวันละ 50 mg ก็ไม่มีปัญหา สามารถป้องกันโรคคอพอกหรือขาดไอโอดีนได้
ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกลือเสริมไอโอไดด์ ที่ได้มาตรฐาน จะมี ไอโอดีนอยู่ประมาร 76 microgram ต่อเกลือ 1 กรัม ค่าเฉลียคนเรารับประทานเกลือวันละประมาณ 2-10 กรัม เนื่องจากอาหารที่นิยมเป็นอาหารรสจัด อาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูปที่มีเกลือสูง ก็จะได้รับไอโอไดด์ ตามที่กำหนดไว้ได้
ประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายให้เกลือเสริมไอโอดีนจำหน่ายทั่วประเทศ และต้องมีไอโอไดด์ อย่างน้อย 30 ppm หรือ 30 microgram ต่อเกลือหนึ่งกรัม ถ้ารับประทานเกลือเฉลี่ยวันละ ๒ กรัม ก็ได้รับไอโอไดด์ 60 microgram ก็ป้องกันโรคขาดไอโอดีน ได้ แล้ว ในท้องตลาด เกลือ ผสมไอโอดีนมีขนาดหลากหลาย ตั้งแต่ 10-200 ไมโครกรัมต่อ หนึ่งกรัม หรืออาจจะมากกว่านี้

มีโอกาสเกิดพิษหรือปัญหาหรือไม่ถ้ารับประทานมากเกินไป
ปัญหานี้ก็มีผู้เป็นห่วงเหมือนกันว่า ถ้ารับประทานอาหารทะเล พอเพียงแล้วยังรับประทานเกลือเสริมไอโอดีน บะหมี และอาหารอื่น ๆ ที่บางคนอาจไม่ทราบว่ามีไอโอดีน ตัวอย่างเช่น ขนมปัง สารกันบูด สารแต่งสี ในอาหารสำเร็จรูป อาหารจานด่วนทั้งหลาย มีไอโอดีนปนด้วย ฯลฯ จะไม่ปัญหากับสุขภาพหรือไม่ จะเป็น โรค hyperthyroidism หรือเปล่า ซึ่งเป็นโรคหนึ่งที่พบเพิ่มขึ้นในผู้ใหญ่ ก็ไม่ต้องวิตกแต่อย่างใด มีการศึกษาว่า ชาวอเมริกัน บางรายได้รับ ไอโอดีนถึงวันละ 300 microgram ต่อวัน บางรายอาจถึง 2-3 mg ต่อวัน ก็ยังไม่มีปัญหา แต่ในรายงานระยะหลัง พบว่า การได้รับ ไอโอไดด์มากไป อาจมีปัญหาเกี่ยวกับ การสร้าง thyroxine ทำให้เกิด hypothyroidism อาจเกิดการสร้าง แอนติบอดีย์ ต่อ เอนไซม์ ที่ใช้ในขบวนการสร้าง ไธร๊อกซิน หรือ ไธรอกลอบบูลิน จึงมีข้อติง มาว่า อย่างเพิ่งชะล่าใจ แต่ไม่ใช่ เป็น hyperthyroidism อย่างที่เข้าใจ ก็เลยไปถึง โปตัสเซียมไอโอไดด์ ที่หมดไปจากท้องตลาดในช่วงโรงงานนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นรั่ว ว่า การรับประทานสารนี้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนด แนะนำว่า ต้องรับประทานถึง 130 mg ต่อวันในผู้ใหญ่ จึงมีผลในการป้องกันสารกัมมันตรังสี ซึ่งมากกว่าข้อกำหนดสารอาหารถึง แปดร้อยกว่าเท่า จะเป็นอย่างไร ไอโอไดด์ ขนาดสูงเช่นนี้ อาจมีผลในการทำให้ยังยั้งการสร้าง ไธร๊อกซิน ทำให้อาจเกิด อาการของโรค hypothyroidism มีการสร้างแอนติบอดีย์ ดังที่กล่าวแล้ว

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ViagraR ไวอะกร้า(sidenafil) ไม่ใช่ยาปลุกเซ็กซ์ ถ้าเข้าใจกลไกการทำงานทางชีวเคมี

รศ ดร วิไล หนุนภักดี

เมื่อยาไวอะกร้าได้ออกสู่ตลาดใหม่ ๆ เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นที่ฮือฮามาก ว่าเป็นยาที่แก้ปัญหาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ โดยองค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริการับรอง ยานี้ มีชื่อสามัญทั่วไปว่า Sidenafil ชื่อการค้า ViagraR (อ่านว่า ไวแอ๊คกะรา ) แต่ภาษาเราทั่วไปอ่านไวอะกร้า ก็ไม่ว่ากัน ผลิตโดยบริษัท ไฟเซอร์ เม็ดเล็ก สีน้ำเงิน รูปลักษณะคล้ายเหลี่ยมเพชร ใช้สำหรับผู้ชายที่มีปัญหาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวบางโอกาสหรือไม่แข็งตัวได้นานพอที่จะปฏิบัติกิจกรรมทางเพศให้เป็นที่น่าพอใจ หรือเรียกศัพท์ทางการแพทย์ ว่า Erectile dysfunction(ED) ว่ากันทางสถิติว่า ถ้าผู้ชายอายุเกินสี่สิบ โอกาสที่อาการของโรคนี้พบได้ 1 ใน 20 ถ้าอายุเลย 65 โอกาสพบ 1 ใน 4 โรคนี้มีความหมายที่แตกต่างไปจากโรคหมดสภาพภาพเพศ หรือ impotence ซึ่งหมายถึงอวัยวะเพศไม่สามารถแข็งตัวได้เลย และถ้าคุณเป็นโรคนี้ล่ะก็ ยานี้ไม่ได้ช่วยอะไรได้

ชื่อทางการค้าของยาก็มีความหมาย มาจากคำว่า vigor หรือ vigorous แปลว่า มีกำลังวังขา แข็งแรงเต็มไปด้วยพลัง รวมกับ ชื่อ Niagara Fall หรือ น้ำตกไนแอการ่า ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ยาถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยบริษัทไฟเซอร์ ได้ทดสอบยาเพื่อใช้ในการรักษาโรคหัวใจ (angina pectoris) และความดันโลหิดสูง แต่พบว่าไม่ค่อยมีฤทธิ์เท่าไรนัก แต่ทำให้อาสาสมัครทั้งหลายไม่ค่อยยอมคืนยา ก็เลยทราบว่ายาทำให้หนุ่มใหญ่เหล่านั้นมีความสุขมากขึ้น เลยพัฒนายามาเพื่อรักษาอาการดังกล่าวข้างต้น จัดเป็นยาตัวแรกในรูปแบบรับประทานที่ใช้รักษาโรคหรืออาการดังกล่าว เมื่อประมาณปี 1999 รายได้จากการขายยานี้มากกว่า หนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐในขณะนั้น และจำหน่ายได้มากที่สุด เป็นยาในศตวรรษใหม่ ฉลองปี 2000 ต่อมาก็มียาปลอม ยาหลอกขายมากในระบบออนไลน์ รวมทั้งสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ที่อ้างว่า ใช้ได้ผลเหมือนกับยานี้ ทำให้รายได้ของยานี้ลดน้อยลง ยานี้หมดสิทธิบัตรยาในปี 2010-2013 ก็ไม่ต้องซื้อยาแพง หรือยาหลอกลวงตาม เวบไซด์ต่าง ๆ อีกต่อไป เพราะยาจะมีราคาถูกลงมาก สามารถผลิตได้แล้วในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ยังมียาในอนุพันธ์คล้ายกัน ได้แก่ tadalafil (CialisR )ซึ่งมีผลของยายาวนานกว่า และ vardenafil (LevitraR )

กลไกการทำงานของยา
เมื่อเกิดมีความรู้สึกทางเพศ โดยการ สัมผัส ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จะมีสัญญานจากสมองส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ (signal transduction) เพื่อให้เกิดการทำงานตอบสนอง สารส่งสัญญาน เหล่านี้เป็นสารอินทรีย์เคมี อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ สารสื่อสมอง (neurotransmitters) จากปลายประสาท และ สารส่งสัญญานอื่นๆ (local mediators)จากเซลล์หลายชนิดมีผลกับเซลล์ข้างเคียง การแข็งตัวของอวัยวะเพศเกิดจากการทำงานจากหลายส่วนประกอบกัน แต่ที่สำคํญคือ สัญญานจากสมองกระตุ้นให้มีการหลั่งสารส่งสัญญานที่เรียกว่า nitric oxide (nitric oxide เป็นสารส่งสัญญาณตัวใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบไม่นานทำให้หลอดเลือดคลายตัว ผู้ค้นพบได้รับรางวัลโนเบิลเมื่อสิบปีที่แล้ว สร้างจากarginine ดังรูป) สารนี้สร้างได้จากเซลล์หลายชนิดรวมทั้งเซลล์เอนโดทีเลียลของเส้นเลือดด้วย nitric oxide ที่หลั่งในบริเวณอวัยวะเพศ ในส่วน corpus cavernosum (รูป) ทำให้เส้นเลือดแดงบริเวณนี้คลายตัว เลือดไปเลี้ยงส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อของอวัยวะเพศ ทำให้เกิดการแข็งตัวขึ้น และทำให้เส้นเลือดแดงคลายตัวโดยจะไปจับกับตัวรับจำเพาะ ที่ต่อกับเอนไซม์ guanylate cyclase กระตุ้นการเปลี่ยน GTP ให้กล่ายเป็น cGMP (cyclic GMP) ซึ่งเป็นสารส่งสัญญานตัวที่สอง (second messenger) คล้ายกับ cAMP ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีภายในเซลล์และมีผลทำให้เส้นเลือดคลายตัว เมื่อสิ่งเร้าหรือความรู้สึกค่อย ๆ หมดไป สารส่งสัญญานก็ค่อย ๆ ลดลงพร้อมกับการแข็งตัว ส่วน สารส่งสัญญานที่สอง cGMP ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป จะมีการสลายไปตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ที่เรียกว่ phosphodiesterase type 5 (PDE type 5) เอ็นไซม์ phosphodiesterase (PDE) เป็นเอ็นไซม์ที่สลายพันธะ phosphodiester bond ของ cyclic nucleotides ส่วนใหญ่เป็นสารส่งสัญญานที่สอง (second messenger) ได้แก่ cAMP และ cGMP เอนไซม์นี้ จึงมีความสำคัญในการควบคุมการออกฤทธิ์ ของฮอร์โมนหลายชนิด หรือสารส่งสัญญานอื่น ๆ ที่ออกฤทธิ์โดยก่อให้เกิด สารส่งสัญญานที่สอง ในเซลล์ เช่น ทำให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น หรือ ออกฤทธิ์ได้นานขึ้น เอนไซม์นี้มีหลายชนิดหรือ หลาย isozymes ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มี PDE type 1-11 ซึ่งทำงานเหมือนกันแต่ต่างกันบ้างในส่วนของกรดอะมิโน ที่เป็นส่วนโครงสร้างของเอนไซม์ ความจำเพาะกับสารตั้งต้น หรือ ซับเสรต หรือพบในเนื้อเยื่อที่แตกต่างกัน จัดเป็น drug target ที่สำคัญตัวหนึ่ง เช่น PDE type 5 หรือจะเรียกว่า cGMP specific phosphodiesterase พบในเนื้อเยื่อบริเวณนี้มาก และมีความจำเพาะต่อการสลาย cGMP มากกว่า cAMP ยา Sidenafil ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้ดีขึ้น และนานขึ้น โดยไปยับยั้งเอนไซม์ PDE5 อย่างค่อนข้างจำเพาะ ยับยั้งการสลาย cGMP ทำให้ cGMP เพิ่มมากขึ้น อยู่ได้นานขึ้น ยานี้มีโครงสร้างคล้ายกับ cGMP จึงแย่งจับกับเอนไซม์ การยับยั้งเอนไซม์ จึงเป็นแบบ competitive inhibitor
ดังนั้น ถ้าไม่มีสิ่งเร้าให้เกิดอารมณ์ทางเพศ แล้ว สารส่งสัญญานจากสมอง กระตุ้นnitric oxide/cGMP ก็ไม่เกิดขึ้น การแข็งตัวของอวัยวะเพศไม่เกิดขึ้น ยานี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงไม่ใช่ยากระตุ้นอารมณ์ทางเพศอย่างที่เข้าใจกัน หรือเป็นยาวิเศษที่ช่วยรักษษคนที่เป็นโรคหมดสภาพทางเพศอย่างสิ้นเชิง

วิธีใช้ ขนาดของยา ข้อควรระวังในการใช้ และอาการข้างเคียงจะกล่าวถึงในหน้าคราวต่อไป

Posted in Uncategorized | Leave a comment

การสูญเสียการควบคุมสมดุลน้ำตาลนำไปสู่โรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นปัญหากระทบประชากรกว่า 250 ล้านคน ประมาณการณ์ไว้ว่าจะมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึง 366 ล้านคนภายในปี 2030 สถานการณ์ในประเทศไทยพบโรคเบาหวานมากขึ้นสืบเนื่องมาจาก life style และ diet ที่เปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมตะวันตก โรคเบาหวานคือสภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสองชนิดคือ เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes) และ เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เป็นภาวะที่เซลล์ตับอ่อนที่ทำหน้าที่ผลิตอินซูลินถูกทำลายไปเนื่องจากภาวะ auto immune disease ทำให้ผู้ป่วยไม่มี insulin สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีสาเหตุจากภาวะดื้ออินซูลิน (insulin resistance) ที่เกิดขึ้นในกล้ามเนื้อ ตับ สมอง และเนื้อเยื่อไขมันเป็นผลให้ระดับน้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดเป็นปริมาณมากเส่งผลให้อวัยวะหรืออเนื้อเยื่อดังกล่าว ไม่สามารถใช้น้ำตาลซึ่งเป็นพลังงานหลักสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ของเซลล์
ในภาวะที่มีสารอาหารมากเพียงพอ (fed condition) ตับอ่อนจะหลั่งฮอร์โมนอินซูลินซึ่งมีฤทธิ์ในการกระตุ้นตัวขนส่งน้ำตาล (glucose transporter GLUT4) ที่อยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์กล้ามเนื้อ สมองและเนื้อเยื่อไขมันให้เปิดออกเพื่อดึงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน สำหรับขบวนการพื้นฐานต่าง ๆ ของเซลล์ นอกจากนี้ insulin ยังกระตุ้นขบวนการสร้างและเก็บไขมันในเซลล์ตับและเนื้อเยื่อไขมัน ถือเป็นกลไกการเก็บสารอาหารในภาวะที่มีมากเกินความต้องการ นอกจากนี้ insulin ยังมีฤทธิ์ยับยั้งขบวนการสร้างน้ำตาล gluconeogenesis ในเซลล์ตับโดยการยับยั้งการสังเคราะห์เอ็นไซม์ glucose-6-phosphatase, phosphoenolpyruvate carboxykinase และ pyruvate carboxylase ทำให้อัตรา gluconeogenesis โดยรวมลดลง
ในสภาวะตรงกันข้ามเมื่ออดอาหาร (starvation) ระดับฮอร์โมนกลูคากอนเพิ่มสูงขึ้นขณะที่ระดับอินซูลินลดต่ำลงทำให้ขบวนการ gluconeogenesis ไม่ถูกยับยั้งทำให้ตับสร้างและปล่อยกลูโคสออกมาสู่กระแสเลือดให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์สมองและเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อาศัยน้ำตาลเป็นเชื้อเพลิงหลักนำไปใช้เป็นพลังงาน อินซูลินจึงเป็นฮอร์โมนที่รักษาสมดุลของน้ำตาลลกลูโคสในช่วงระหว่างวัน (fed-starvation cycle) ดังนั้นการเกิดภาวะดื้ออินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จึงส่งผลกระทบให้ตับจึงมีการสร้างน้ำตาล (gluconeogenesis) ออกมามากผิดปกติตลอดเวลา นอกจากนี้ระดับน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากอาหารบริโภคที่เมื่อถูกดูดซึมแล้วไม่สามารถเข้าเซลล์ได้เนื่องจาก GLUT4 ในเซลล์กล้ามเนื้อ สมอง และเนื้อเยื่อไขมันไม่เปิดรับน้ำตาล ส่งผลให้มีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากไปอีกเป็นผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ตามมา ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular diseases) ไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia) ความดันโลหิตสูง (hypertension) ไตวาย (renal failure) และ ตาบอดได้ ปัจจุบันการรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการใช้ยาทำได้หลายวิธี ได้แก่ การให้ยาฉีด และยากิน สำหรับกลุ่มยาฉีดได้แก่กลุ่มเปปไทด์ incretin/glucagons-like peptide (GLP) โดยเปปไทด์กลุ่มนี้ออกฤทธิ์ทำให้ตับอ่อนปล่อยอินซูลินออกมาดีขึ้น ส่วนกลุ่มยากินแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ (1) กลุ่มยาที่ทำให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินได้ดีขึ้นโดยยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ไปที่ sulfonylurea receptor ที่เป็นองค์ประกอบของ ATP sensitive potassium channel (KATP) บนเยื่อหุ้มเซลล์ตับอ่อนทำให้ channel ปิดอยู่ตลอดเวลาส่งผลให้ insulin exocytosis เพิ่มขึ้น (ได้แก่ยา glibenclamide, gliclazide, glipizide, glimepiride) ยากลุ่มที่ 2 ได้แก่ Thiazolidinediones (TZD) [rosiglitazone, pioglitazone) ซึ่งเป็น ligand จับกับ peroxisome proliferator-activated receptor gamma (PPAR-) ซึ่งเป็น transcription factor ที่ควบคุม insulin sensitivity ในเนื้อเยื้อไขมัน และกล้ามเนื้อ ดังนั้นยากลุ่มที่ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะที่เป็นเป้าหมายของอินซูลินตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้น ยากลุ่มที่ 3 คือกลุ่มยาที่เป็น glucosidase inhibitor (acarbose) มีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ glucosidase ที่อยู่ในเซลล์บุลำไส้เล็ก ทำให้การย่อยสลายน้ำตาลเชิงซ้อนลดลงจึงลดการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด ยากลุ่มที่ 4 คือ Biguanides (metformin) ยาในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำตาลจากเซลลล์ตับ ยับยั้งการสร้างน้ำตาล (gluconeogenesis)
สำหรับยาในกลุ่ม metformin เป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเนื่องจากนอกจากมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำตาลจากตับแล้วยังทำให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อไขมันไวต่ออินซูลินดีขึ้นสามารถลดระดับ triglyceride และกรดไขมันอิสระในเลือด นอกจากนี้ยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มซึ่งเป็น side effect จากยากลุ่มอื่น

อ ศราวุฒิ

Find out more about Biochmeistry, visit

http://www.sc.mahidol.ac.th/scbc

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ไขมันในช่องท้องกับใต้ผิวหนังทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร

รู้หรือเปล่าว่าเนื้อเยื่อไขมัน ใต้ผิวหนัง กับในช่องท้องมีบทบาทต่างกันอย่างไรในร่างกาย

ทำหน้าที่สะสมไขมันทั้งคู่ ไขมันในช่องท้องเก็บสะสมได้มากกว่าเพราะมีช่องท้องให้ขยายอยู่มากกว่า แล้วก็อยู่ใกล้ตับมากที่สุดทำ ให้สะสมได้ไวกว่า (อาหารพวกไขมันดูดซึมผ่านหลอดเลือดเข้าไปในตับก่อนแล้วก็ลำเลียงไปที่เนื้อเยื่้อไขมันที่ช่องท้อง ส่วนไขมันใต้ผิวหนังอยู่ไกลกว่า จึงสะสมได้ช้ากว่า ไขมันใต้พุงมีข้อดีคือยุบได้ไวกว่าไขมันใต้ผิวหนัง เมื่ออกกำลังกายไขมันส่วนท้องจะ หายไปก่อนที่อื่นเพราะมี receptor ของฮอร์โมนกลูคากอน (G-protein couple recetpr) หนาแน่นมากกว่าไขมันใต้ผิวหนัง ฮอร์โมนนี้ปล่อยออมาตอนออกกำลัง กาย เซลล์ไขมันใต้ช่องท้องชอบปล่อย cytokine บางตัวทำให้เกิดอาการดื้ออินซู ลินเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน สรุปก็คือไขมันใต้ผิวหนังอันตรายน้อยกว่าไขมันที่พุงครับ

Posted in Uncategorized | Leave a comment