ไอโอดีน เท่าไรจึงพอดี ?

รศ ดร วิไล เทียนรุ่งโรจน์ หนุนภักดี

ทุกวันนี้ เราอาจได้รับข่าวสารหรือได้ยินโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ให้เราได้รับไอโอดีนอย่างพอเพียง โดยเสริมในอาหารและเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด เกลือ ไข่ น้ำปลา บะหมี รวมทั้งอาหารเสริมที่เป็นหยด หรือสาหร่ายทะเล ฯลฯ เราจำเป็นต้องรับประทานหรือไม่ ถ้าไม่รับประทานเลย จะเป็นโรคคอพอกหรือเปล่า ถ้ารับประทานมากไป มีโอกาสจะเกิดพิษได้หรือไม่ และ ไม่นานมานี้ ก็มีการกล่าวถึงการใช้ไอโอดีน ในรูป potassium iodide ในการป้องกันอันตรายจากกัมมันตรังสี จากเหตุการณ์ โรงงานนิวเคลียร์ ที่ประเทศญี่ปุ่นหลังมหันตภัยสีนามิ โดยองค์การอนามัยโลก ทำให้ โปตัสเซี่ยมไอโอไดด์ถึงกับขาดตลาดเลยทีเดียว บทความนี้ อาจไขข้อข้องใจในเรื่องดังกล่าว และให้ความรู้เกี่ยวกับหน้าที่ไอโอดีน ในแง่ของการทำงานในร่างกาย โรคที่เกิดจากการขาดไอโอดีนที่ยังเป็นปัญหาสาธารณสุข และสาระสำคัญอื่น ๆ

ไอโอดีน (iodine) vs ไอโอไดด์ (iodide)
ไอโอดีน เป็นธาตุ(element) สัญลักษณ์ I ที่เกิดตามธรรมชาติ มีสีเขียวดำ มีความเป็นพิษ ใช้เป็นสารรังสีในการตรวจรักษาโรคไธรอยด์ หรือใช้ผสมเป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีน ในอาหาร ไอโอดีน จะอยู่ในรูปของเกลือ คือ iodide หรือ iodate ไม่อยู่ในรูปธาตุ ร่างกายไม่มีธาตุนี้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ส่วนใหญ่ จากอาหารทะเล มีผู้พบโรคคอหอยพอก สัมพันธ์กับการขาดอาหารทะเลและไอโอไดด์ มาตั้งแต่สมัยยุคสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในประเทศพัฒนาเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาจึงมีการป้องกันโรคนี้ ซึ่งทำได้ง่ายมากโดยการเสริมไอโอไดด์ ในเกลือตั้งแต่ ปี คศ 1920 หรือเมื่อคิดเป็น พศ ก็ตั้งแต่ปี 2473 สมัยรัชการที่หก ประเทศไทยเราก็เพิ่งจะเสริมไอโอไดด์ในเกลือ และประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ให้กับประชาชนไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่เอง

ความสำคัญของไอโอไดด์
ไอโอไดด์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมไธรอยด์ มีชื่อเรียกว่า ไธร๊อกซิน หรือ ไธรอยด์ฮอร์โมน ต่อมไธรอยด์จะดูดซึมไอโอไดด์จากกระแสเเลือด ทีดูดซึมมาจากอาหารที่รับประทานแล้ว ไอโอไดด์ สองหมู่จะนำไปรวมกับกรดอะมิโน ไธโรซีน (tyrosine) ซึ่งอยู่ในรูปของโปรตีน ไธโรกลอบูลิน (thyroglobulin) กรดอะมิโนสองหน่วยที่ได้รับไอโอไดด์ จะรวมกันกลายเป็น ฮอรโมน ไธร๊อกซิน (thyroxine, T4) แล้วหลั่งจากต่อมไธรอยด์เข้าสู่กระแสเลือด ไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ฮอร์โมนนี้ ยังไม่ออกฤทธิ์ จะต้องถูกเปลี่ยนแปลงโดยลดหมู่ไอโอได์หนึ่งหมู่เสียก่อน ฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์จะอยู่ในรูป 3,5,3’ triiodothyronine (รูปที่ ๑) ซึ่งจะเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์เป้าหมายและกระตุ้นยีนจำเพาะเพื่อให้เกิดการสร้างโปรตีน เอนไซม์ ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้เกิดพลังงานแก่ร่างกาย และ อัตราเร็วของเมตาบอลิสมพื้นฐาน (basal metabolic rate, BMR) ทำให้เรากระฉับกระเฉง ทำงานต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเซลล์ ช่วยในการพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็ก และการพัฒนาการทำงานของอวัยวะต่างๆ หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง ไอโอไดด์เกือบทั้งหมดในร่างกายจะอยู่ที่ต่อมไธรอยด์ นี้ และมีอยู่ในกระแสเลือดเพียง 8-15 microgram / 100 ml เท่านั้น

รูปที่ ๑ สูตรโครงสร้างทางเคมีของฮอร์โมน ไธรอกซีน T4 และการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ T3

โรคขาดไอโอดีน(Iodine deficiency disorders,IDD) ยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุข
ตามรายงานขององค์การอนามัยโลย พบว่าโรคขาดไอโอดีนยังคงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญ พบว่า สองพันล้านคน ใน ห้าสิบสี่ประเทศทั่วโลก ในเขตที่ห่างจากทะเล ประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะในทวีปอัฟริกา อเมริกากลางบางประเทศ ในจำนวนนี้ มีถึง 285 ล้านคน ที่เป็นเด็กอนุบาล และ มีประมาณ ๕๐ ล้านคนมีสมองที่ไม่พัฒนา เชื่อว่า การขาดไอโอดีน เป็นสาเหตุหลักของผู้คนที่ปัญญาอ่อนและสมองพิการ ทั้งทั้งที่ป้องกันได้ง่ายมากเพียงแต่ได้รับไอโอดีนให้พอเพียงเท่านั้น
ผู้ที่ขาดไอโอดีน มีฮอร์โมน ไธร๊อกซีน ต่ำ ( hypothyroidism) มีอาการคอหอยพอก หรือต่อมไธรอยด์ที่โตขึ้น (รูปที่ สอง) เนื่องจาก ไอโอไดด์ไม่พอเพียง ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง คือ thyroid stimulating hormones(TSH) จะกระตุ้นต่อมไธรอยด์ให้ทำงานมากขึ้น โดยพยายามให้ดูดจากกระแสเลือดให้มากทีสุด ตามปกติไธรอกซิน ที่หลั่งจากต่อมไธรอยด์ จะยับยั้ง TSH จากต่อมใต้สมอง เมื่อไม่มี ไธร๊อกซินหรือ T4 TSH ก็ถูกสร้างมากขึ้น (รูปที่ 3) กระตุ้นต่อมไธรอยด์ไปเรื่อย ๆ นานวันเข้า ต่อมก็จะโตขึ้น กลายเป็นโรคคอพอก อาการทีเริ่มพบคือผู้ป่วยจะอ่อนเพลีย เชื่องช้า ง่วงซึม ผิวหนังแห้ง หนาวง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื่องจากการเผาผลาญพลังงานและเมตาบอลิสมของร่างกายไม่ปกติ

ไอโอดีนยังมีความสำคัญมากสำหรับหญิงมีครรภ์ ทารกในครรภ์ เด็กแรกเกิด จนถึงเด็กเล็ก ไอโอดีน ทำให้คลอดเด็กมีปัญหา หรือตาย เด็กที่ขาดไอโอดีน มีปัญหา เติบโตช้า กระดูกไม่เติบโตทำให้แคระแกรน ไม่ตอบสนอง ซึม ระบบประสาทสมองไม่พัฒนาทำให้ ไอคิวหรือความฉลาดน้อยกว่าปกติ และยังมีปัญหาเรืองการพูด การเคลื่อนไหว ขาแข็งกระตุก หูอาจจะหนวก หรือที่เรียกว่า โรคเอ๋อ ในบ้านเรา

รูปที 2 โรคคอหอยพอก ต่อมไธรอยด์ที่โตขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

รูปที่ 3 การควบคุมการสร้าง ไธร๊อกซิน จากต่อมไธรอยด์ โดยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ซึ่งเป็นกลไกของการควบคุมการสร้างฮอร์โมนทั่วไปในร่างกาย

การป้องกันโรคขาดไอโอดีน
ง่ายที่สุดคือรับประทานอาหารที่มีไอโอไดด์ ให้พอเพียง อาหารที่มีไอโอไดด์สูง อาทิ อาหารทะเลทุกชนิด กุ้ง หอย ปู ปลา รวมทั้งสาหร่ายทะเล พืชริมทะเล เกลือที่ได้จากทะเล ไม่มีไอโอไดด์อย่างที่หลายคนเข้าใจ เนื่องจากขั้นตอนในการผลิตเกลือทะเลที่ขาวได้ทำให้สูญเสียไอโอไดด์ไปหมดแล้ว นอกจากจะไปซื้อที่ชายทะเลยังไม่ผ่านขั้นตอน ในหลายประเทศจึงมีการเติมไอโอไดด์ในเกลือทะเลเพื่อป้องกันคนในประเทศเป็นโรคนี้ เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ได้เริ่มทำมาไม่กี่สิบปี ทำให้ อุบัติการการเกิดโรคนี้ น้อยลงมาก (ร้อยละ 19.3 ในปีพศ 2532 เป็น น้อยกว่าร้อยละสามหรือน้อยกว่านี้ มากในปัจจุบัน )

เราควรได้รับไอโอไดด์เท่าไรดี
ระดับไอโอไดด์ในกระแสเลือดปกติ คือ 8-15 microgram/100 ml จับกับพลาสม่าโปรตีน ประมาณ 6-8 microgram/100 ml ข้อกำหนดสารอาหารโดยองค์กรอาหารโลก คือ 150 mg ต่อวัน แต่ถ้ารับประทานวันละ 50 mg ก็ไม่มีปัญหา สามารถป้องกันโรคคอพอกหรือขาดไอโอดีนได้
ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกลือเสริมไอโอไดด์ ที่ได้มาตรฐาน จะมี ไอโอดีนอยู่ประมาร 76 microgram ต่อเกลือ 1 กรัม ค่าเฉลียคนเรารับประทานเกลือวันละประมาณ 2-10 กรัม เนื่องจากอาหารที่นิยมเป็นอาหารรสจัด อาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูปที่มีเกลือสูง ก็จะได้รับไอโอไดด์ ตามที่กำหนดไว้ได้
ประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายให้เกลือเสริมไอโอดีนจำหน่ายทั่วประเทศ และต้องมีไอโอไดด์ อย่างน้อย 30 ppm หรือ 30 microgram ต่อเกลือหนึ่งกรัม ถ้ารับประทานเกลือเฉลี่ยวันละ ๒ กรัม ก็ได้รับไอโอไดด์ 60 microgram ก็ป้องกันโรคขาดไอโอดีน ได้ แล้ว ในท้องตลาด เกลือ ผสมไอโอดีนมีขนาดหลากหลาย ตั้งแต่ 10-200 ไมโครกรัมต่อ หนึ่งกรัม หรืออาจจะมากกว่านี้

มีโอกาสเกิดพิษหรือปัญหาหรือไม่ถ้ารับประทานมากเกินไป
ปัญหานี้ก็มีผู้เป็นห่วงเหมือนกันว่า ถ้ารับประทานอาหารทะเล พอเพียงแล้วยังรับประทานเกลือเสริมไอโอดีน บะหมี และอาหารอื่น ๆ ที่บางคนอาจไม่ทราบว่ามีไอโอดีน ตัวอย่างเช่น ขนมปัง สารกันบูด สารแต่งสี ในอาหารสำเร็จรูป อาหารจานด่วนทั้งหลาย มีไอโอดีนปนด้วย ฯลฯ จะไม่ปัญหากับสุขภาพหรือไม่ จะเป็น โรค hyperthyroidism หรือเปล่า ซึ่งเป็นโรคหนึ่งที่พบเพิ่มขึ้นในผู้ใหญ่ ก็ไม่ต้องวิตกแต่อย่างใด มีการศึกษาว่า ชาวอเมริกัน บางรายได้รับ ไอโอดีนถึงวันละ 300 microgram ต่อวัน บางรายอาจถึง 2-3 mg ต่อวัน ก็ยังไม่มีปัญหา แต่ในรายงานระยะหลัง พบว่า การได้รับ ไอโอไดด์มากไป อาจมีปัญหาเกี่ยวกับ การสร้าง thyroxine ทำให้เกิด hypothyroidism อาจเกิดการสร้าง แอนติบอดีย์ ต่อ เอนไซม์ ที่ใช้ในขบวนการสร้าง ไธร๊อกซิน หรือ ไธรอกลอบบูลิน จึงมีข้อติง มาว่า อย่างเพิ่งชะล่าใจ แต่ไม่ใช่ เป็น hyperthyroidism อย่างที่เข้าใจ ก็เลยไปถึง โปตัสเซียมไอโอไดด์ ที่หมดไปจากท้องตลาดในช่วงโรงงานนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นรั่ว ว่า การรับประทานสารนี้ ซึ่งองค์การอนามัยโลกกำหนด แนะนำว่า ต้องรับประทานถึง 130 mg ต่อวันในผู้ใหญ่ จึงมีผลในการป้องกันสารกัมมันตรังสี ซึ่งมากกว่าข้อกำหนดสารอาหารถึง แปดร้อยกว่าเท่า จะเป็นอย่างไร ไอโอไดด์ ขนาดสูงเช่นนี้ อาจมีผลในการทำให้ยังยั้งการสร้าง ไธร๊อกซิน ทำให้อาจเกิด อาการของโรค hypothyroidism มีการสร้างแอนติบอดีย์ ดังที่กล่าวแล้ว

About these ads

About MUSCBC

Department of Biochemistry Faculty of Science, Mahidol University 272 Rama VI Road, Ratchathewi District Bangkok 10400, THAILAND
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s